เมื่อรัฐบาลอังกฤษยอม เปิดกระเป๋า ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

เมื่อรัฐบาลอังกฤษยอม "เปิดกระเป๋า" ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เพื่อพลิกโฉมอุตสาหกรรมสุขภาพแห่งอนาคต

ถ้าคุณคิดว่าวงการเทคโนโลยีสุขภาพเป็นเรื่องไกลตัว ลองคิดใหม่อีกครั้ง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในอังกฤษเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาอาจกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมนี้ไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย


ดีลประวัติศาสตร์ที่ไม่ควรมองข้าม

ธนาคารธุรกิจอังกฤษ (British Business Bank) ประกาศทุ่มเงิน 100 ล้านปอนด์ หรือราว 4,500 ล้านบาท เข้ากองทุน Apposite Healthcare Growth I ซึ่งบริหารโดย Apposite Capital บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนในอุตสาหกรรมสุขภาพและวิทยาศาสตร์ชีวภาพโดยเฉพาะ

นี่ไม่ใช่การลงทุนธรรมดา แต่เป็น การลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ของธนาคารธุรกิจอังกฤษ และยังเป็นครั้งแรกที่สถาบันแห่งนี้ร่วมมือกับ Apposite Capital อีกด้วย

คำถามคือ ทำไม? และมันสำคัญอย่างไรกับเราในฐานะคนที่ทำงาน ทำธุรกิจ หรือแม้แต่เป็นผู้ป่วยในอนาคต?


ปัญหาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความยิ่งใหญ่

ก่อนจะเข้าใจว่าทำไมดีลนี้ถึงสำคัญ เราต้องเข้าใจ "ปัญหา" ก่อน

อังกฤษเป็นประเทศที่มีฐานงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพและเทคโนโลยีสุขภาพที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ทั้งมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด เคมบริดจ์ และอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอนล้วนเป็นแหล่งผลิตงานวิจัยระดับโลกมาหลายศตวรรษ แต่มีปัญหาใหญ่หลวงอย่างหนึ่งที่ทำให้ความยิ่งใหญ่นั้นถูก "ปล่อยทิ้ง" มาโดยตลอด นั่นคือ การขาดแคลนเงินทุนในช่วงก้าวกระโดดสู่การเติบโต

ลองนึกภาพนักวิทยาศาสตร์ที่คิดค้นวิธีตรวจหามะเร็งได้เร็วกว่าเดิม 10 เท่า งานวิจัยในห้องแล็บออกมาดูดีมาก ได้รับทุนวิจัยเริ่มต้น และบริษัทสตาร์ทอัพก็ตั้งขึ้นมาแล้ว แต่พอถึงช่วงที่ต้องขยายกำลังการผลิต ทำการทดลองทางคลินิกในวงกว้าง และเตรียมเข้าสู่ตลาดจริง เงินทุนก็หมดลงอย่างน่าตกใจ

Mark Andrews ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนกองทุนและวิทยาศาสตร์ชีวภาพของธนาคารธุรกิจอังกฤษ อธิบายปัญหานี้ไว้ว่า บริษัทที่มีศักยภาพสูงหลายแห่งต้องยอมขายกิจการก่อนเวลาอันควร หรือไม่สามารถเติบโตเต็มที่ได้ในอังกฤษ เพราะไม่มีกองทุนระยะปลายเพียงพอรองรับ

ปัญหานี้มีชื่อเรียกทางเทคนิคว่า "Scale-up Gap" หรือ ช่องว่างของเงินทุนระยะขยายตัว ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่ได้เกิดเฉพาะในอังกฤษ แต่เป็นความท้าทายของระบบนิเวศสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีสุขภาพทั่วโลก รวมถึงไทยด้วย


กลยุทธ์ "ก้าวกระโดด" ของรัฐ ไม่ใช่แค่การโยนเงิน

สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลข 100 ล้านปอนด์ คือ กลยุทธ์เบื้องหลัง ที่ธนาคารธุรกิจอังกฤษใช้ในการดำเนินงาน

ธนาคารแห่งนี้ไม่ได้ลงทุนในบริษัทโดยตรง แต่เลือกที่จะ "เป็นนักลงทุนหลัก" ในกองทุนเอกชน โดยมีแนวคิดว่าการที่รัฐเข้ามาเป็น "ผู้ลงทุนรายใหญ่ก้อนแรก" จะส่งสัญญาณให้นักลงทุนสถาบันรายอื่นกล้าเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งในโลกธุรกิจเรียกกลไกนี้ว่า การระดมทุนแบบคาน (Catalytic Capital)

Christine Hockley กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายกองทุนของธนาคารธุรกิจอังกฤษ ระบุว่า เป้าหมายไม่ใช่แค่การลงทุน แต่คือการ "ปลดล็อก" เงินทุนจากภาคเอกชนให้ไหลเข้าสู่บริษัทที่มีศักยภาพสูง

แนวคิดนี้ไม่ต่างจากการที่คนหนึ่งคนกล้าขยับก่อนในห้องที่เงียบ แล้วทุกคนก็เริ่มขยับตาม ในโลกการลงทุน ความเชื่อมั่นมีค่าพอกับตัวเลข

นอกจากนี้ ธนาคารยังวางเป้าหมายระยะยาวอย่างชัดเจน ได้แก่ การนำเงินทุนกว่า 60% ของพอร์ตการลงทุนไปสู่บริษัทในช่วง "ขยายตัว" และสนับสนุนการก่อตั้งกองทุนใหม่ที่เน้นการเติบโตอีก 10 กองทุน ภายใน 5 ปีข้างหน้า


อุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์โดยตรง

กองทุน Apposite Healthcare Growth I จะเน้นลงทุนใน 5 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่

1. ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ — ครอบคลุมตั้งแต่อุปกรณ์ผ่าตัดที่ใช้หุ่นยนต์ช่วย ไปจนถึงวัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

2. การวินิจฉัยโรค — บริษัทที่พัฒนาชุดทดสอบหรือระบบที่ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้แม่นยำและรวดเร็วขึ้น ซึ่งรวมถึงการวินิจฉัยด้วยปัญญาประดิษฐ์

3. เครื่องมือวิทยาศาสตร์ชีวภาพ — อุปกรณ์และซอฟต์แวร์ที่ใช้ในห้องวิจัยและการพัฒนายา

4. สุขภาพดิจิทัล — แอปพลิเคชัน แพลตฟอร์มสุขภาพออนไลน์ และระบบบริหารจัดการข้อมูลผู้ป่วย

5. บริการจ้างภายนอกทางเภสัชกรรม — บริษัทที่ให้บริการสนับสนุนกระบวนการผลิตและพัฒนายาให้กับบริษัทเภสัชกรรมรายใหญ่

สิ่งที่น่าสังเกตคือ ทั้ง 5 กลุ่มนี้ล้วนเป็นธุรกิจที่อยู่ใน "จุดตัด" ระหว่างเทคโนโลยีกับสุขภาพ นั่นหมายความว่านักพัฒนาซอฟต์แวร์ วิศวกรชีวการแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล และผู้ประกอบการที่สนใจสุขภาพ ล้วนมีโอกาสในระบบนิเวศนี้ทั้งสิ้น


เหตุใดอังกฤษถึงต้องรีบตอนนี้?

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมถึงต้องรีบขนาดนี้? คำตอบอยู่ที่การแข่งขันในระดับโลก

สหรัฐอเมริกามีระบบนิเวศการลงทุนที่ลึกและกว้างกว่า บริษัทเทคโนโลยีสุขภาพจากอังกฤษหลายแห่งในอดีตเลือกย้ายไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นนาสแด็ก หรือรับเงินทุนจากนักลงทุนในซิลิคอนวัลลีย์ แทนที่จะอยู่พัฒนาต่อในบ้านเกิด

Sam Gray หุ้นส่วนผู้บริหารของ Apposite Capital ยอมรับตรงๆ ว่า อังกฤษมีฐานงานวิจัยและบุคลากรที่ยอดเยี่ยม แต่บริษัทที่มีศักยภาพสูงหลายแห่งต้องเผชิญกับ "ช่องว่างเงินทุน" ที่ทำให้เติบโตได้ไม่เต็มที่

ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพ มันเหมือนกับการที่คุณปลูกต้นไม้ที่มีรากแข็งแกร่ง แต่ไม่มีน้ำพอให้ต้นไม้เติบโตเต็มที่ในที่ดินของตัวเอง แล้วต้นไม้ก็ต้องย้ายไปอยู่ในสวนของคนอื่นแทน


การสนับสนุนจากรัฐบาล: มากกว่าแค่การแถลงข่าว

น่าสนใจที่ Peter Kyle รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธุรกิจและการค้าของอังกฤษ ออกมาแสดงความสนับสนุนอย่างชัดเจน โดยระบุว่าการลงทุนครั้งนี้ตอบสนองต่อคำมั่นสัญญาของรัฐบาลในการสนับสนุนบริษัทที่มีความทะเยอทะยานที่สุดของอังกฤษ

นี่คือสัญญาณที่สำคัญ เพราะเมื่อนโยบายรัฐและเงินทุนเอกชนไปในทิศทางเดียวกัน มันมักหมายถึงการเติบโตแบบก้าวกระโดดของระบบนิเวศทั้งหมด

ลองดูตัวอย่างในประวัติศาสตร์ ช่วงทศวรรษ 1990 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาลงทุนอย่างหนักในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและงานวิจัยด้านคอมพิวเตอร์ ผลที่ตามมาคือการเกิดขึ้นของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Google, Amazon และ Facebook ในทศวรรษต่อมา


บทเรียนสำหรับระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทย

แม้เรื่องนี้จะเกิดขึ้นในอังกฤษ แต่มีบทเรียนที่คนไทยควรเรียนรู้อย่างน้อย 3 ประการ

บทเรียนที่ 1: ช่องว่างเงินทุนระยะขยายตัวเป็นปัญหาสากล

ไทยมีสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีสุขภาพที่น่าสนใจหลายราย แต่หลายแห่งยังติดอยู่กับกับดักเดิม คือได้รับทุนเริ่มต้นแล้วก็หยุดชะงัก การสร้างกองทุนที่เน้นช่วยบริษัทขยายตัวโดยเฉพาะจึงเป็นสิ่งที่ระบบนิเวศไทยยังขาดอยู่

บทเรียนที่ 2: รัฐต้องกล้าเป็น "ผู้ลงทุนก้อนแรก"

บทบาทของภาครัฐไม่ใช่แค่การออกกฎหมายหรือให้ใบอนุญาต แต่คือการเป็น "ผู้เปิดทาง" ให้เงินทุนเอกชนไหลเข้ามา โมเดลของธนาคารธุรกิจอังกฤษน่าจะเป็นต้นแบบที่หน่วยงานอย่าง NIA หรือ NXPO ของไทยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้

บทเรียนที่ 3: เทคโนโลยีสุขภาพไม่ใช่แค่เรื่องของแพทย์

การที่กองทุนนี้ครอบคลุมตั้งแต่สุขภาพดิจิทัลไปจนถึงเครื่องมือวิทยาศาสตร์ สะท้อนว่าโอกาสในอุตสาหกรรมนี้เปิดกว้างสำหรับทุกสาขาอาชีพ นักพัฒนาแอป นักวิเคราะห์ข้อมูล นักออกแบบ ล้วนมีที่ยืนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตนี้


อนาคตของเทคโนโลยีสุขภาพในยุคหลังการระบาด

โควิด-19 ไม่ได้ทิ้งแค่บาดแผล แต่ยังทิ้ง "การตื่นรู้" ไว้ให้ทั้งโลกด้วย รัฐบาลและนักลงทุนทั่วโลกต่างตระหนักแล้วว่า ระบบสาธารณสุขที่แข็งแกร่งไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่คือ "โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต" ไม่ต่างจากถนน ไฟฟ้า หรืออินเทอร์เน็ต

กองทุนอย่าง Apposite Healthcare Growth I จึงไม่ใช่แค่การลงทุนทางการเงิน แต่คือการลงทุนในความมั่นคงของมนุษย์

บริษัทที่ได้รับเงินทุนจากกองทุนนี้อาจกำลังพัฒนาชุดตรวจโรคที่ช่วยชีวิตผู้คนนับล้านในทศวรรษหน้า หรืออาจสร้างแพลตฟอร์มสุขภาพดิจิทัลที่ทำให้คนในชนบทห่างไกลได้รับการดูแลทางการแพทย์ที่มีคุณภาพเทียบเท่าคนในเมือง


สรุป: สิ่งที่คุณนำไปปรับใช้ได้วันนี้

ดีลนี้สอนบทเรียนทางกลยุทธ์ที่ใช้ได้กับทุกวงการ ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีสุขภาพ

สำหรับผู้ประกอบการ: อย่าหยุดแค่การหา "ทุนเริ่มต้น" แต่ต้องวางแผนให้ถึง "ทุนขยายตัว" ตั้งแต่ต้น เพราะช่องว่างตรงนั้นคือจุดที่หลายบริษัทสะดุดล้ม

สำหรับนักลงทุน: อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสุขภาพกำลังเข้าสู่ช่วงที่น่าสนใจที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ทั้งจากแรงผลักด้านประชากรผู้สูงอายุ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เข้ามาปฏิวัติการวินิจฉัยโรค

สำหรับคนทำงานทั่วไป: อุตสาหกรรมนี้กำลังขาดแคลนบุคลากร และไม่ได้หมายถึงเฉพาะแพทย์หรือนักวิทยาศาสตร์ แต่รวมถึงทุกคนที่มีทักษะด้านเทคโนโลยี การตลาด การบริหาร และการออกแบบ

เมื่อรัฐบาลอังกฤษกล้า "เปิดกระเป๋า" ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เพื่ออุตสาหกรรมนี้ มันคือสัญญาณที่ชัดเจนว่า เทคโนโลยีสุขภาพไม่ใช่กระแส แต่คือ เส้นทางหลักของเศรษฐกิจโลกในอีก 20 ปีข้างหน้า

คำถามที่เหลืออยู่คือ คุณจะอยู่บนเส้นทางนั้นหรือเปล่า?

Comments on “เมื่อรัฐบาลอังกฤษยอม เปิดกระเป๋า ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”

Leave a Reply

Gravatar